การตายของเสือดำแห่งทุ่งใหญ่นเรศวรช่วยจุดกระแสอนุรักษ์ให้ติดแล้วจริงหรือ?

ถ้าผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกคุมตัวได้ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรไม่ใช่เจ้าสัวขององค์กรใหญ่ระดับประเทศ การตายของเสือดำเพียงหนึ่งตัวคงไม่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อสังคมไทยได้ขนาดนี้ อีกทั้งยังเรียกกระแสอนุรักษ์ให้กลับมาอยู่บนหน้าสื่อหลักต่างๆ ได้อย่างพร้อมเพียง มากไปกว่านั้นภาคประชาชนเองก็มีการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ

วันนี้ Alpha Man Thailand ขอแตะประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับผู้นำขององค์กรใหญ่ระดับประเทศ กรณีเสือดำถ้าเรานำมาแตกประเด็นและวิเคราะห์กันดีๆ เราจะเห็นมิติทับซ้อนของปัญหาต่างๆ ในสังคมไทยที่ยังไม่เคยได้รับการแก้ไขแม้เวลาจะล่วงมาถึงยุคเมืองไทย 4.0 แล้วก็ตาม 

blackpic

ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยและการเลือกปฏิบัติยังมีอยู่จริง โดยกฎระเบียบแล้วการเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นมีข้อห้ามที่เข้มงวดมากกว่าการเข้าเขตอุทยาน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรบกวนสัตว์ป่าในทุกรูปแบบที่อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและกระทบการขยายพันธุ์ของสัตว์ป่าตามธรรมชาติที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า ดังนั้นการเข้าพักค้างแรมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจึงมีข้อยกเว้นสำหรับการศึกษาและวิจัย ซึ่งกรณีของเจ้าสัวถือว่าใช้ทางลัดพิเศษในการขอเข้าพักค้างแรมในพื้นที่ เพราะด้วยสายงานและวิชาชีพที่ทำอยู่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องต่องานวิจัยพันธุ์พืชและสัตว์แต่ก็ได้รับการอนุญาตให้พักค้างแรมได้ (ซึ่งรายละเอียดตามเนื้อข่าวน่าจะทราบกันไปแล้วขอไม่ลงรายละเอียดนะครับ) ซึ่งประเด็นนี้ยืนยันถึงระบบเส้นสายในสังคมไทยยังมีอยู่และพร้อมที่จะอะลุ่มอล่วยได้เสมอถ้าคุณใหญ่พอ 

อีกประเด็นคือการทำคดีของผู้บังคับใช้กฎหมายที่ดูจะระมัดระวังเป็นพิเศษในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อให้รัดกุมที่สุด (ถ้ามองในแง่ดีก็จะเข้าใจว่าแบบนั้น) ลองคิดกันเล่นๆ ถ้าในกรณีเดียวกันแต่ลองเปลี่ยนผู้ถูกกล่าวหาเป็นชาวบ้านทั่วไปผมว่าคดีนี้น่าจะปิดได้ไม่ยากและคงจบไปนานแล้ว 

ประเด็นถัดไปคือวัฒนธรรมการออกมากล่าวขอโทษสังคมของระดับผู้บริหารทั้งองค์กรเอกชน ภาครัฐบาล และข้าราชการไทย ที่มีให้เห็นน้อยมาก เราจะเห็นกันบ่อยๆ ก็จากดารานักแสดงที่มักจะออกมาขอโทษประชาชนและสังคมเสมอเมื่อเกิดข่าวที่ไม่ดี ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเพราะโดยสายอาชีพจะทำงานในวงการต่อได้ก็ต้องอาศัยความนิยมจากประชาชน แต่พอมองไปที่ระดับผู้บริหารของไทยเราแทบไม่เคยได้เห็น CEO นักการเมือง รัฐมนตรีของไทยออกมาขอโทษประชาชนเลยสักครั้ง ไม่เหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งถือเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติ ตัวอย่างที่เห็นชัดในเอเชียก็ประเทศญี่ปุ่น หรือแม้แต่เกาหลีใต้เราก็เคยได้เห็นนายกรัฐมนตรีประกาศลาออกในกรณีเหตุเรือเฟอร์รี่ล่ม หรือ ลูกสาวประธาน “โคเรียนแอร์” ที่ต้องออกมาขอโทษพนักงาน ถ้าผู้บริหารไทยมีวัฒธรรมการสำนึกผิดแล้วต้องขอโทษและลาออกไป บ้านเมืองเราก็คงจะวุ่นวายน้อยกว่านี้เยอะ 

สุดท้ายคือคนไทยยังมองเรื่องอนุรักษ์เป็นเรื่องไกลตัว จิตสำนึกด้านอนุรักษ์ของเราจะไม่ถูกปลุกขึ้นมาเลยถ้าไม่เกิดการต้องแลกด้วยชีวิต หัวหน้าเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า สืบ นาคะเสถียร เป็นหนึ่งคนที่ยอมแลกชีวิตตัวเองเพียงเพื่อต้องการให้เสียงปืนที่ปลิดชีพตนเป็นเสียงสะท้อนจากป่าให้คนนอกป่าได้ตระหนักถึงผืนป่าที่เหลือน้อยลงทุกที ซึ่งก็ได้ผลเพราะเมื่อปี 2541 ที่ป่าของไทยเหลือเพียงร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งประเทศและตอนนี้ก็กลับฟื้นฟูเพิ่มเป็นร้อยละ 30 แล้ว และอีกครั้งในปีนี้ที่การตายของเสือดำตัวแทนสัตว์ป่าหายากได้ปลุกจิตสำนึกของคนไทยให้ตระหนักถึงการหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน พวกเรามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องเพื่อคงสภาพดั้งเดิมเอาไว้ให้นานที่สุด อย่ารอให้ป่าถูกทำลายจนถอยกลับไปที่ตัวเลขร้อยละ 20 แล้วเราถึงลุกขึ้นมาเรียกร้อง เพราะมันอาจสายเกินไป ภัยธรรมชาติในยุคนี้มันมาเหนือความคาดหมายและมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ..ช่วยกันรักษ์และหวงแหนพื้นที่ป่าของเรากันครับ 

[Alpha Man Thailand]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s